จัดทำบทความโดย นางสาวนางสาวกาญจนา จันทะโคตร เลขทะเบียน 48210181
ส่อง!ธุรกิจในตลาดหุ้น รับผลกระทบ 'สุวรรณภูมิ' ถูกยึด!
การชุมนุมทางการเมืองที่รุนแรงต่อเนื่อง นำไปสู่การปิดสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่คืนวันที่ 25 พฤศจิกายน และปิดสนามบินดอนเมืองเมื่อคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน ได้ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างแรงต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะด้านความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้การท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัว พร้อมกดดันให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามายังไทยลดน้อยลง
ขณะที่มีบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการบิน ตลอดจนกลุ่มโรงพยาบาล จึงทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างพร้อมใจกันแนะนำให้นักลงทุน"หลีกเลี่ยง"การลงทุนในหุ้นเหล่านี้
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน) คาดว่า ปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 10% จากปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 13 ล้านคน เทียบกับปี 2551 ที่คาดว่าจะต่ำกว่า 14.5 ล้านคน
โดยระบุว่า ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในประเทศที่สร้างภาพเชิงลบต่อประเทศ และผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ที่กดดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2552 หดตัวต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อประมาณการของบริษัทในกลุ่มโรงแรม ทั้งในส่วนอัตราการเข้าพักที่ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราค่าห้องพักที่มีโอกาสปรับตัวลดลง จากการแข่งขันทางด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (ซึ่งคำนวณจากอัตราการเข้าพักและอัตราค่าห้องพัก) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบภายใต้สถานการณ์รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก กรณีที่การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในโรงแรมเดิมลดลง 10% ส่งผลกำไรสุทธิปี 2552 ของกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 แห่ง คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา อยู่ที่ 2,664 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 8.3% จากกำไรที่คาดไว้ 2,900 ล้านบาท แต่ยังเติบโต 5.7% จากฐานกำไรปี 2551
พร้อมปรับลดคำแนะนำหุ้นบมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จาก "ซื้อ" เป็นเพียง"ถือ" ขณะที่คงคำแนะนำเดิม คือ "ซื้อ" สำหรับหุ้นไมเนอร์ และโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา แต่สำหรับภาพรวมกลุ่มโรงแรมที่ต้องเผชิญปัจจัยรุมเร้า จึงคงแนะนำ"หลีกเลี่ยง"ลงทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะสั้น และปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก"เท่ากับตลาด" เป็น "น้อยกว่าตลาด"
เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ธนชาตฯ ที่คาดว่านักท่องเที่ยวปี 2551 จะลดลง 35-40% จากปีก่อน และผลกระทบจะลากยาวถึงปีหน้า คือ ลดลงอีกราว 25 % ดังนั้นจึงกำลังอยู่ระหว่างปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานปี 2552-2553 ของหุ้นกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คือ บมจ.ดิเอราวัณ กรุ๊ป ,บมจ.ไมเนอร์ และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา และทบทวนคำแนะนำการลงทุนในหุ้นทั้ง 3 บริษัท แม้ราคาหุ้นจะถูกกว่าพื้นฐานมาก แต่กำไรจะลดลงปีหน้า และความรู้สึกที่แย่ ทำให้ในทางเทคนิคัล แนะนำให้ "หลีกเลี่ยง"การลงทุน
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้บริหารสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ( SCRI ) กล่าวว่า SCRI อาจจะมีการปรับประมาณการรายได้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมลง เช่น บมจ.ดิเอราวัณ กรุ๊ป ,บมจ.โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา และบมจ.ไมเนอร์ เนื่องจากไตรมาส 4 และ ไตรมาส 1 ที่เป็นช่วงฤดูกาลของการท่องเที่ยว และอัตราการเข้าพักที่น้อยกว่าเป้าผลจากการยกเลิกการท่องเที่ยวจะก่อให้เกิดภาวะค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ และการลดค่าใช้จ่าย เช่น การลดคนงานซึ่งอยู่ในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 2.2 ล้านคน คาดว่าจะเป็นปัจจัยกระทบต่อภาคเศรษฐกิจรวมของประเทศ นอกจากนี้จะส่งผลทำให้สภาพคล่องของผู้ประกอบการโรงแรมมีความตึงตัวมากขึ้น และเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้กับสถานะของบริษัทจึงคงคำแนะนำ "หลีกเลี่ยง" ลงทุนสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม
นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจการบินจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานที่หยุดชะงักจากผลของการปิดสนามบิน ทั้งนี้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักของบมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือทอท. ซึ่งในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีสัดส่วนจำนวนเที่ยวบินที่ผ่านขึ้น-ลง คิดเป็น 66% ของปริมาณเที่ยวบินรวม ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่ผ่านสนามบินคิดเป็น 71% ของปริมาณผู้โดยสารรวม
ขณะที่รายได้ในช่วงไตรมาส 4 และไตรมาสแรกเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ดังนั้นการหยุดชะงักของจำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าวจึงทำให้ทอท.เกิดการสูญเสียรายได้ในช่วงระยะเวลาที่สำคัญ ทั้งนี้ อิงจากสัดส่วนจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินปีที่ผ่าน ช่วงไตรมาส 4 และไตรมาสแรก สัดส่วนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณไตรมาสละ 27%-28% ของปริมาณรวมทั้งปี เบื้องต้นหากประเมินผลกระทบทางตรงในระยะสั้นจากการปิดสนามบินคาดว่า จะกระทบรายได้ต่อปีวันละประมาณ 0.29% หรือประมาณเบื้องต้นวันละ 52-53 ล้านบาท ทั้งนี้ทอท. มีค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่โดยสัดส่วนหลัก เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายพนักงาน รวมประมาณ 47 ล้านบาท/วัน
สำหรับผลกระทบระยะยาวจะเกิดจากการชะลอตัวของจำนวนผู้โดยสายและเที่ยวบินจากภาวะธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะซบเซาลง
โดยผลกระทบที่เกิดกับทอท. SCRI ประเมินว่า เบื้องต้นหากพิจารณาจากจำนวนผู้โดยสารที่ผ่านเข้าออกสนามบินปี 2550 รวมประมาณ 56 ล้านคน และสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบิน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน(เชื่อมโยงกับจำนวนผู้โดยสารโดยตรงสัดส่วนรายได้สูงสุดประมาณ 49%) ค่าธรรมเนียมสนามบิน(เชื่อมโยงกับจำนวนเที่ยวบินขึ้นลงจอดสัดส่วนรายได้ประมาณ 19%) และรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์(เชื่อมโยงกับรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในสนามบินสัดส่วนรายได้ประมาณ 9%) ดังนั้น รวมรายได้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 77% (อิงสัดส่วนรายได้จากรอบ 9 เดือนของปี 2551) หากประเมินผู้โดยสารลดลงทุก 1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนที่กระทบต่อรายได้ต่อปีประมาณ 1.37%
ด้านผลกระทบที่เกิดกับบมจ.การบินไทย SCRI ระบุว่า สัดส่วนรายได้ที่กระทบโดยตรงมาจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกินซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 81% ของรายได้รวม(อิงรอบ 9 เดือนปี 2551 ) ทั้งนี้ หากจำนวนผู้โดยสารปรับลดไปทุก 1% คาดกระทบรายได้ทั้งปีประมาณ 0.81%
ผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาล โดยผลกระทบระยะสั้น จำนวนผู้ป่วยที่จะบินเข้ามารักษาตัวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน อาจปรับลดลงกว่าที่คาด เนื่องจากยังไม่รู้ถึงระยะเวลาในการปิดสนามบินที่แน่นอน ทำให้ผู้ป่วยอาจเลื่อนการเข้ามารักษาตัวออกไป โดย SCRI คาดว่าบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลกรุงเทพ) และบมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 37% และ 55% (อิงข้อมูลจากงวด 9 เดือนปี 2551) ตามลำดับ
ด้านผลกระทบระยะยาวต่อกลุ่มโรงพยาบาล SCRI ระบุว่า เนื่องจากสัดส่วนของผู้ป่วยต่างชาติที่ทำงานในประเทศและประเทศข้างเคียง คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเท่ากับ 60% รองลงมาได้แก่กลุ่มที่เดินทางเข้ามารักษาตัวโดยเฉพาะ คิดเป็นสัดส่วน 30% และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการไม่ซับซ้อน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด
ดังนั้น SCRI ประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงแบ่งได้เป็น 2 กรณี
1.กรณีสถานการณ์สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเชื่อมั่นในธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ 90% ของผู้ป่วยยังเข้ามารักษาตัวสม่ำเสมอ แต่ 10% ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคาดจะยังชะลอตัวเนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจต้องการประเมินสถานการณ์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
2. กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารักษาตัวในประเทศจะอยู่ในระดับ 60% ของผู้ป่วยรวม ขณะที่อีก 40% ของผู้ป่วยต่างชาติจะปรับลดลง
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1123791&issue=2379 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2379 30 พ.ย. - 03 ธ.ค. 2551
คำถาม
1. ผลกระทบจากสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิด มีอะไรบ้าง
2.ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบว่าอย่างไรบ้าง
3. SCRI คือใคร และ SCRI ได้ทำการประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมืองว่าทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงได้ กี่กรณี อะไรบ้าง
3 ความคิดเห็น:
คำตอบ
1.โดยระบุว่า ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในประเทศที่สร้างภาพเชิงลบต่อประเทศ และผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ที่กดดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2552 หดตัวต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อประมาณการของบริษัทในกลุ่มโรงแรม ทั้งในส่วนอัตราการเข้าพักที่ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราค่าห้องพักที่มีโอกาสปรับตัวลดลง จากการแข่งขันทางด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (ซึ่งคำนวณจากอัตราการเข้าพักและอัตราค่าห้องพัก) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้านผลกระทบที่เกิดกับบมจ.การบินไทย SCRI ระบุว่า สัดส่วนรายได้ที่กระทบโดยตรงมาจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกินซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 81% ของรายได้รวม(อิงรอบ 9 เดือนปี 2551 ) ทั้งนี้ หากจำนวนผู้โดยสารปรับลดไปทุก 1% คาดกระทบรายได้ทั้งปีประมาณ 0.81% ผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาล โดยผลกระทบระยะสั้น จำนวนผู้ป่วยที่จะบินเข้ามารักษาตัวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน อาจปรับลดลงกว่าที่คาด เนื่องจากยังไม่รู้ถึงระยะเวลาในการปิดสนามบินที่แน่นอน ทำให้ผู้ป่วยอาจเลื่อนการเข้ามารักษาตัวออกไป โดย SCRI คาดว่าบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลกรุงเทพ) และบมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 37% และ 55% (อิงข้อมูลจากงวด 9 เดือนปี 2551) ตามลำดับ
ด้านผลกระทบระยะยาวต่อกลุ่มโรงพยาบาล SCRI ระบุว่า เนื่องจากสัดส่วนของผู้ป่วยต่างชาติที่ทำงานในประเทศและประเทศข้างเคียง คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเท่ากับ 60% รองลงมาได้แก่กลุ่มที่เดินทางเข้ามารักษาตัวโดยเฉพาะ คิดเป็นสัดส่วน 30% และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการไม่ซับซ้อน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด
2. ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบภายใต้สถานการณ์รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก กรณีที่การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในโรงแรมเดิมลดลง 10% ส่งผลกำไรสุทธิปี 2552 ของกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 แห่ง คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา อยู่ที่ 2,664 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 8.3% จากกำไรที่คาดไว้ 2,900 ล้านบาท แต่ยังเติบโต 5.7% จากฐานกำไรปี 2551
พร้อมปรับลดคำแนะนำหุ้นบมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จาก "ซื้อ" เป็นเพียง"ถือ" ขณะที่คงคำแนะนำเดิม คือ "ซื้อ" สำหรับหุ้นไมเนอร์ และโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา แต่สำหรับภาพรวมกลุ่มโรงแรมที่ต้องเผชิญปัจจัยรุมเร้า จึงคงแนะนำ"หลีกเลี่ยง"ลงทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะสั้น และปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก"เท่ากับตลาด" เป็น "น้อยกว่าตลาด"
3. SCRI คือ นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้บริหารสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ดังนั้น SCRI ประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงแบ่งได้เป็น 2 กรณี
1.กรณีสถานการณ์สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเชื่อมั่นในธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ 90% ของผู้ป่วยยังเข้ามารักษาตัวสม่ำเสมอ แต่ 10% ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคาดจะยังชะลอตัวเนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจต้องการประเมินสถานการณ์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
2. กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารักษาตัวในประเทศจะอยู่ในระดับ 60% ของผู้ป่วยรวม ขณะที่อีก 40% ของผู้ป่วยต่างชาติจะปรับลดลง
นาย โรจนัสถ์ เนื้อเกลี้ยง 48210188 กลุ่ม5
1. ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในประเทศที่สร้างภาพเชิงลบต่อประเทศ และผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ที่กดดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2552 หดตัวต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อประมาณการของบริษัทในกลุ่มโรงแรม ทั้งในส่วนอัตราการเข้าพักที่ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราค่าห้องพักที่มีโอกาสปรับตัวลดลง จากการแข่งขันทางด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (ซึ่งคำนวณจากอัตราการเข้าพักและอัตราค่าห้องพัก) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2.ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบภายใต้สถานการณ์รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก กรณีที่การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในโรงแรมเดิมลดลง 10% ส่งผลกำไรสุทธิปี 2552 ของกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 แห่ง คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา อยู่ที่ 2,664 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 8.3% จากกำไรที่คาดไว้ 2,900 ล้านบาท แต่ยังเติบโต 5.7% จากฐานกำไรปี 2551
3.SCRIคือนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้บริหารสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ( SCRI )และSCRI ประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงแบ่งได้เป็น 2 กรณี
1.กรณีสถานการณ์สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเชื่อมั่นในธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ 90% ของผู้ป่วยยังเข้ามารักษาตัวสม่ำเสมอ แต่ 10% ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคาดจะยังชะลอตัวเนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจต้องการประเมินสถานการณ์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
2. กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารักษาตัวในประเทศจะอยู่ในระดับ 60% ของผู้ป่วยรวม ขณะที่อีก 40% ของผู้ป่วยต่างชาติจะปรับลดลง
นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375
1.ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในประเทศที่สร้างภาพเชิงลบต่อประเทศ และผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ที่กดดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2552 หดตัวต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อประมาณการของบริษัทในกลุ่มโรงแรม ทั้งในส่วนอัตราการเข้าพักที่ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราค่าห้องพักที่มีโอกาสปรับตัวลดลง จากการแข่งขันทางด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (ซึ่งคำนวณจากอัตราการเข้าพักและอัตราค่าห้องพัก) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้านผลกระทบที่เกิดกับบมจ.การบินไทย SCRI ระบุว่า สัดส่วนรายได้ที่กระทบโดยตรงมาจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกินซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 81% ของรายได้รวม(อิงรอบ 9 เดือนปี 2551 ) ทั้งนี้ หากจำนวนผู้โดยสารปรับลดไปทุก 1% คาดกระทบรายได้ทั้งปีประมาณ 0.81% ผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาล โดยผลกระทบระยะสั้น จำนวนผู้ป่วยที่จะบินเข้ามารักษาตัวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน อาจปรับลดลงกว่าที่คาด เนื่องจากยังไม่รู้ถึงระยะเวลาในการปิดสนามบินที่แน่นอน ทำให้ผู้ป่วยอาจเลื่อนการเข้ามารักษาตัวออกไป โดย SCRI คาดว่าบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลกรุงเทพ) และบมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 37% และ 55% (อิงข้อมูลจากงวด 9 เดือนปี 2551) ตามลำดับ
ด้านผลกระทบระยะยาวต่อกลุ่มโรงพยาบาล SCRI ระบุว่า เนื่องจากสัดส่วนของผู้ป่วยต่างชาติที่ทำงานในประเทศและประเทศข้างเคียง คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเท่ากับ 60% รองลงมาได้แก่กลุ่มที่เดินทางเข้ามารักษาตัวโดยเฉพาะ คิดเป็นสัดส่วน 30% และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการไม่ซับซ้อน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด
2.ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบภายใต้สถานการณ์รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก กรณีที่การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในโรงแรมเดิมลดลง 10% ส่งผลกำไรสุทธิปี 2552 ของกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 แห่ง คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา อยู่ที่ 2,664 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 8.3% จากกำไรที่คาดไว้ 2,900 ล้านบาท แต่ยังเติบโต 5.7% จากฐานกำไรปี 2551
พร้อมปรับลดคำแนะนำหุ้นบมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จาก "ซื้อ" เป็นเพียง"ถือ" ขณะที่คงคำแนะนำเดิม คือ "ซื้อ" สำหรับหุ้นไมเนอร์ และโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา แต่สำหรับภาพรวมกลุ่มโรงแรมที่ต้องเผชิญปัจจัยรุมเร้า จึงคงแนะนำ"หลีกเลี่ยง"ลงทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะสั้น และปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก"เท่ากับตลาด" เป็น "น้อยกว่าตลาด"
3.SCRI คือ นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้บริหารสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ดังนั้น SCRI ประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงแบ่งได้เป็น 2 กรณี
1.กรณีสถานการณ์สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเชื่อมั่นในธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ 90% ของผู้ป่วยยังเข้ามารักษาตัวสม่ำเสมอ แต่ 10% ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคาดจะยังชะลอตัวเนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจต้องการประเมินสถานการณ์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
2. กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารักษาตัวในประเทศจะอยู่ในระดับ 60% ของผู้ป่วยรวม ขณะที่อีก 40% ของผู้ป่วยต่างชาติจะปรับลดลง
นายอภินันท์ เกียรติจานนท์
เลขทะเบียน 4901100116
แสดงความคิดเห็น