วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ค่าไฟปี 52 จ่อขึ้น 20 สตางค์ ปตท.ฟันกำไร-กฟผ.แบกหนี้

จัดทำบทความโดย น.ส ปาลิตา เชื้อแฉ่ง เลขทะเบียน 48210213


ผู้บริหาร ปตท.เผย ราคาน้ำมันปี 52 แนวโน้มจะทรงตัวที่ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ค่าไฟฟ้าช่วงครึ่งปีแรก อาจตัองปรับขึ้น 20 สตางค์/หน่วย แม้ว่าค่าไฟฟ้าจะผันแปรตามน้ำมัน แต่กลไกตลาดในประเทศ ยังถูกบิดเบือน-ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ขณะที่ กฟผ.ต้องแบกหนี้ค่าก๊าซถึง 20,000 ล้านบาท เพราะถูกบังคับให้ซื้อก๊าซราคาแพงจาก ปตท.ในราคาย้อนหลัง 6 เดือน

นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้แนวโน้มราคาน้ำมันปี 2552 มีทิศทางปรับลดลงเมือเทียบกับราคาเฉลี่ยปี 2551 โดยคาดกันว่า ราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาก๊าซธรรมชาติในครึ่งแรกของปีจะยังคงอยู่ในราคาสูง เพราะราคาจะผันแปรตามราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-12 เดือน ซึ่งการคำนวณราคาไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริง ตามราคาน้ำมันในปัจจุบันที่ปรับลงไม่ถึง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นายจิตรพงษ์ ยังคาดการณ์ว่า ช่วงครึ่งหลังของปี ราคาก๊าซบางแหล่งจะปรับลดลงได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในงวดครึ่งแรกของปีจะขยับขึ้นอีก แต่จะเป็นอัตราใดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกกูเลเตอร์) จะพิจารณา

นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวยอมรับว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีงวดใหม่ที่จะเริ่มเดือนมกราคม 2552 มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นอีก ซึ่งทางเรกกูเรเตอร์กำลังเกลี่ยต้นทุนไม่ให้ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปมากนัก ซึ่งอาจะมีผลให้ กฟผ.ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยจากค่าเอฟทีที่เกลี่ยงวดที่แล้ว ส่งผลให้ กฟผ.ต้องรับภาระไปก่อน 2 หมื่นล้านบาทนั้น ทาง กฟผ.ก็จะเตรียมออกพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหา โดยในเดือนมกราคมนี้ โดยจะออกพันธบัตรรวม 2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นที่คาดกันว่า ค่าเอฟทีงวดใหม่ มกราคม-เมษายน 2551 ค่าเอฟทีใหม่รวมกับที่เกลี่ยไว้เดิม คาดว่า อาจะทำให้ค่าเอฟทีอาจปรับเพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์ต่อหน่วย

ที่มา :
http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152858


คำถาม :
1 ราคาน้ำมัน ปี 52 แนวโน้มจะเป็นอย่างไร
2 ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีงวดใหม่ที่จะเริ่มเดือนมกราคม 2552 มีแนวโน้มอย่างไร
3 กฟผ.จะใช้วิธีใดในการแก้ปัญหาแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นในครั้งนี้

“ราเกซ” จ่อกลับไทย-ธปท.ลั่นเอาผิดได้

จัดทำบทความโดย น.ส สาวิณี ศรีทรงเมือง เลขทะเบียน 48210254

แบงก์ชาติแจกข่าวดีรับปีใหม่ เผย “ราเกซ สักเสนา” กำลังถูกแคนาดาส่งตัวมารับผิดในไทยเร็วๆ นี้ คาด ประมาณเดือน มี.ค.ปีหน้า หลังคดียืดเยื้อกว่า 10 ปี ระบุแม้คดีแรกจะหมดอายุความในเดือน ก.พ.แต่ยังเหลือคดีอื่นที่มีอายุความสามารถเอาผิดได้ถึงปี 53
นายวีระชาติ ศรีบุญมา ผู้อำนวยการ สำนักคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน มี.ค.ของปี 2552 นี้ คาดว่า จะมีการส่งตัว นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ หรือ บีบีซี มาดำเนินคดีทุจริตและยักยอกทรัพย์บีบีซีในประเทศไทยได้ หลังจากศาลประเทศแคนาดา และ รมว.ยุติธรรม ได้ตัดสินให้ส่งตัว นายราเกซ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีตามที่อัยการร้องขอไปแล้ว จึงเหลือเพียงการรอการลงนามของ รมว.ยุติธรรม ให้ส่งตัวเข้ามาดำเนินคดีในไทยเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม แม้ในคดีแรกจะไม่สามารถเอาผิดนายราเกซได้ เพราะอายุความจะหมดในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552 แต่ยังเหลือคดีอื่นๆ ซึ่งโดยรวมจะหมดในปี 2553 ถือเป็นความพยายามของหลายหน่วยงานที่พยายามจะนำตัวบุคคลที่ทำผิดจนส่งผลให้ภาคการเงินเสียหายแล้วหลบหนีมาดำเนินคดีได้ แม้จะใช้ระยะเวลานานนับ 10 ปีก็ตาม โดยก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาประเทศแคนาดา มีคำพิพากษาให้ส่งตัว นายราเกซ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาให้ทางการไทย แต่ นายราเกซ ยังได้ยื่นเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแคนาดาให้พิจารณาทบทวนอีกครั้ง โดยอ้างว่าหากถูกส่งตัวกลับมาอาจไม่ได้รับความปลอดภัย เนื่องจากประเทศไทยอาจจะเกิดความไม่สงบเรียบร้อย แต่อัยการพยายามติดตามตัว นายราเกซ กลับมาให้ได้ก่อนคดีหมดอายุความ

เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าทีมติดตามตัว นายราเกซ ยอมรับว่า ได้รับรายงานคำสั่งของศาลแคนาดาในการส่งตัวกลับประเทศไทยแล้ว แต่กำลังรอเอกสารอย่างเป็นทางการจากแคนาดา หลังจากนั้นก็จะมีการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงขั้นตอนหลังจากนี้ว่าจะต้องทำอย่างไร สำหรับขั้นตอนหลังจากแคนาดาส่งตัวมา อัยการก็จะต้องทำการยื่นฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในฐานะจำเลยความผิดกรณีอนุมัติการปล่อยสินเชื่อของธนาคารบีบีซีโดยมิชอบและมีเจตนาทุจริต เพื่อให้มีการพิจารณาคดีกันใหม่ โดยจะมีการสืบพยานตามขั้นตอน ส่วนจะให้ประกันตัวหรือไม่เป็นอำนาจของศาลจะพิจารณา

นายราเกซ สักเสนา เป็นนักการเงินชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามายังไทย โดยเป็นที่ปรึกษาในหลายบริษัท เนื่องจากมีความชำนาญด้านทางการเงินและการลงทุน และได้เป็นอดีตที่ปรึกษาให้แก่นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บีบีซี ในปี 2535 การชักนำของ นายเกริกเกียรติ นี่เองถือเป็นจุดเริ่มต้นความหายนะของบีบีซี นายเกริกเกียรติเปิดออฟฟิศให้นายราเกซบนชั้น 8 ของสำนักงานใหญ่บีบีซี หลังจากนั้น โครงสร้างธุรกิจของบีบีซีเริ่มเปลี่ยนจากหากินจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝากไปสู่สายงานวาณิชธนกิจ บริหารเงิน ฝ่ายต่างประเทศ การเข้ามาของ นายราเกซ สร้างผลกำไรให้ธนาคารในรูปแบบผลตอบแทนที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เป็นจำนวนมหาศาล แต่นั่นเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะมีการถ่ายโอนเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัว รวมทั้งนักการเมืองโดยเฉพาะกลุ่ม 16 และโยงใยไปถึงการปั่นราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย


กระทั่งปี 2538 บีบีซี ได้ล้มละลาย และพบว่า นายราเกซ ได้ยักยอกทรัพย์เป็นเงินจำนวน 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2539 และถูกออกหมายจับในเวลาต่อมา แต่ยังไม่สามารถนำตัวมาลงโทษได้ ส่วน นายเกริกเกียรติ บางคดีได้ถูกศาลพิพากษาในคดียักยอกทรัพย์ และเบียดบังทรัพย์ โดยตีราคาประเมินหลักประกันสูงเกินกว่าความเป็นจริง โดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง และตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของธนาคาร และเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารบีบีซีพิจารณากลั่นกรอง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง ธปท.ด้วย ทำให้ศาลตัดสินลงโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี และให้ชดใช้เงินแก่ธนาคารเป็นจำนวนกว่า 5 พันล้านบาท เป็นต้น

คำถาม :
1.นายราเกซ สักเสนา คือใคร
2.บีบีซี ล้มละลายในปีใด
3.ศาลตัดสินลงโทษนายราเกซอย่างไร

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ไทยศรีฯปรับกลยุทธ์ลดทุนประกันลูกค้า10%

จัดทำบทความโดย น.ส.ญาณิกา เพิ่มผล เลขทะเบียน 48210189

ไทยศรีฯปรับกลยุทธ์ลดทุนประกันลูกค้า10%

ไทยศรีประกันภัยปรับกลยุทธ์ทำธุรกิจปีหน้า เล็งลดทุนประกันลง 10% ตามกำลังซื้อในระบบลดลง พร้อมกับเน้นการบริหารต้นทุนพยุงกำไรไม่ให้ต่ำไปกว่าปีนี้ ยอมรับยอดเบี้ยปีนี้พลาดเป้าแน่ผลจากการเมือง วิกฤติการเงิน


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายนที พานิชชีวะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยศรีประกันภัย กล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ หลังประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจว่าจะมีกำลังซื้อในระบบลดลง ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนวิธีใหม่เสนอให้กับลูกค้าด้วยการลดทุนประกันทุกผลิตภัณฑ์ลงประมาณ 10% ซึ่งการลดทุนประกันลงจะส่งผลให้ราคาเบี้ยประกันถูก แต่บริษัทจะไม่ลดมากไปกว่านี้เพราะจะส่งผลให้การประกันเกิดความเสี่ยงมากเกินไป
ที่ผ่านมาบริษัทพบว่าลูกค้าเกิดการชะลอการซื้อมาก ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการเงินของประเทศสหรัฐ ส่งผลให้กำลังซื้อในต่างประเทศลดลงกระทบกับยอดการส่งออกและการท่องเที่ยวในประเทศไทยและรายได้ทั้ง 2 แหล่งเริ่มลดลง ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็เกิดผลกระทบเช่นกัน กำลังซื้อของคนในประเทศลดลงตามมาลูกค้าที่ซื้อประกันประหยัดขึ้น

สำหรับยอดขายรถใหม่ที่คาดว่าจะลดลงนั้นกระทบกับบริษัทบ้าง เพราะบริษัทมีการรับประกันรถใหม่ในพอร์ต non motor ส่วนหนึ่ง การรับประกันในส่วนนี้ก็จะลดลงตามมาเช่นกัน ในปีหน้าคาดว่าอัตราการเติบโตจะไม่มีเพราะเป็นปีที่มองแล้วว่าการดำเนินธุรกิจจะยากขึ้น แต่ละบริษัทต่างแข่งขันในทุกด้าน

เขากล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องบริหารต้นทุนให้เกิดกำไรมากกว่า สิ้นปี 2551 บริษัทคาดว่าเบี้ยรับรวมทั้งหมดจะพลาดเป้าเพราะประสบกับช่วงที่ตลาดผันผวนจากวิกฤติต่างๆ โดยมีสัญญาณบอกเหตุมาตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องของการเมืองก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เบี้ยไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 1,728 ล้านบาท

"จากนี้ไปบริษัทจะต้องเน้นการบริหารในเรื่องของต้นทุนให้มีประสิทธิภาพโดยจะไม่หวังยอดขายว่าจะได้ตามเป้าหรือไม่ ซึ่งจะดำเนินธุรกิจไปตามภาวะที่ดำเนินงานได้ แต่จะพยายามยังรักษาอัตราการทำกำไรไม่ให้ต่ำกว่าปี 2551"

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/10/news_318935.php


คำถาม
1.ไทยศรีประกันภัยปรับกลยุทธ์ทำธุรกิจปีหน้า เล็งลดทุนประกันลง กี่ %
2.นายนที พานิชชีวะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยศรีประกันภัย กล่าวว่าอะไร
3. เป้าที่ตั้งไว้สิ้นปี 2551 จำนวนเท่าไร

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บลจ.บีทีตั้งเป้าปีหน้าโต10-15%

จัดทำบทความโดย นาย ธนาคม ศานติวัฒน์ เลขทะเบียน 48210183

นายอนุสรณ์ บูรณกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บีที เปิดเผยว่า ในปี 2552 บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ให้เป็นไปตามภาวะอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่จะเติบโตได้ประมาณ 10-15%

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เนื่องจากนักลงทุนน่าจะมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้นกว่าปีนี้ ซึ่งจะเน้นการเติบโตของธุรกิจกองทุนรวม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นหลัก โดยแผนการออกกองทุนรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 คาดว่านักลงทุนน่าจะมีความต้องการการลงทุนที่มีความปลอดภัย

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกยังมีแผนจะเปิดขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในลักษณะซื้อกรรมสิทธิ์ เพิ่มขึ้นอีก 2 กองทุน ซึ่งได้แก่กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์โรงแรม 2 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทางภาคใต้ มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท และกองทุนที่ลงทุนในอาคารสำนักงานในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท


นายเจิดพันธุ์ นิธยายน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจกองทุน บลจ.บีที กล่าวว่า สิ้นปี 2551 บลจ.บีทีน่าจะมี AUM เติบโตใกล้เคียงกับปัจจุบันที่มี 35,000-36,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปีก่อนจะลดลงประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) กองทุนรวมหุ้นปรับลดลงตามภาวะตลาดหุ้นไทย

โดยในปี 2551 นี้ บริษัทมีแผนจะเปิดขายกองทุนคุ้มครองเงินต้น 100% ประเภทสตรักเจอร์ โน้ต ที่เป็นกองทุนปิดอายุโครงการ 1 ปี มูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อจะใช้ทดแทนกองทุนเปิดบีที FIF โกลด์ ลิงก์ ฟันด์ 3 ซึ่งจะครบอายุโครงการในกลางเดือนธ.ค.2551 นี้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลตัวแปรระหว่างน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศอยู่

ล่าสุด บลจ.บีที เตรียมจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แบบมีกรรมสิทธิ์ 101 สโตร์เรจ (STOR) ที่มีนโยบายการลงทุนลักษณะมีกรรมสิทธิ์ในอาคารคลังสินค้า ย่านลาดพร้าว 101 ของบริษัท มนตรีคลังสินค้า จำกัด มูลค่า 603 ล้านบาท ไม่กำหนดอายุโครงการ ระหว่างวันที่ 20-28 พ.ย. 2551 นี้

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/19/news_312867.php

คำถาม
1. นายอนุสรณ์ บูรณกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บีที ตั้งเป้าหมาย ว่าอย่างไร
2. FIF โกลด์ ลิงก์ ฟันด์ 3 ซึ่งจะครบอายุโครงการในกลางเดือนธ.ค.2551 นี้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาอะไร
3. บลจ.บีที เตรียมจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก ที่ไหน


วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ส่อง!ธุรกิจในตลาดหุ้น รับผลกระทบ 'สุวรรณภูมิ' ถูกยึด!

จัดทำบทความโดย นางสาวนางสาวกาญจนา จันทะโคตร เลขทะเบียน 48210181


ส่อง!ธุรกิจในตลาดหุ้น รับผลกระทบ 'สุวรรณภูมิ' ถูกยึด!


การชุมนุมทางการเมืองที่รุนแรงต่อเนื่อง นำไปสู่การปิดสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่คืนวันที่ 25 พฤศจิกายน และปิดสนามบินดอนเมืองเมื่อคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน ได้ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างแรงต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะด้านความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้การท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัว พร้อมกดดันให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามายังไทยลดน้อยลง
ขณะที่มีบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการบิน ตลอดจนกลุ่มโรงพยาบาล จึงทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างพร้อมใจกันแนะนำให้นักลงทุน"หลีกเลี่ยง"การลงทุนในหุ้นเหล่านี้


โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน) คาดว่า ปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 10% จากปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 13 ล้านคน เทียบกับปี 2551 ที่คาดว่าจะต่ำกว่า 14.5 ล้านคน


โดยระบุว่า ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในประเทศที่สร้างภาพเชิงลบต่อประเทศ และผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ที่กดดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2552 หดตัวต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อประมาณการของบริษัทในกลุ่มโรงแรม ทั้งในส่วนอัตราการเข้าพักที่ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราค่าห้องพักที่มีโอกาสปรับตัวลดลง จากการแข่งขันทางด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (ซึ่งคำนวณจากอัตราการเข้าพักและอัตราค่าห้องพัก) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบภายใต้สถานการณ์รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก กรณีที่การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในโรงแรมเดิมลดลง 10% ส่งผลกำไรสุทธิปี 2552 ของกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 แห่ง คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา อยู่ที่ 2,664 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 8.3% จากกำไรที่คาดไว้ 2,900 ล้านบาท แต่ยังเติบโต 5.7% จากฐานกำไรปี 2551


พร้อมปรับลดคำแนะนำหุ้นบมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จาก "ซื้อ" เป็นเพียง"ถือ" ขณะที่คงคำแนะนำเดิม คือ "ซื้อ" สำหรับหุ้นไมเนอร์ และโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา แต่สำหรับภาพรวมกลุ่มโรงแรมที่ต้องเผชิญปัจจัยรุมเร้า จึงคงแนะนำ"หลีกเลี่ยง"ลงทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะสั้น และปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก"เท่ากับตลาด" เป็น "น้อยกว่าตลาด"


เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ธนชาตฯ ที่คาดว่านักท่องเที่ยวปี 2551 จะลดลง 35-40% จากปีก่อน และผลกระทบจะลากยาวถึงปีหน้า คือ ลดลงอีกราว 25 % ดังนั้นจึงกำลังอยู่ระหว่างปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานปี 2552-2553 ของหุ้นกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คือ บมจ.ดิเอราวัณ กรุ๊ป ,บมจ.ไมเนอร์ และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา และทบทวนคำแนะนำการลงทุนในหุ้นทั้ง 3 บริษัท แม้ราคาหุ้นจะถูกกว่าพื้นฐานมาก แต่กำไรจะลดลงปีหน้า และความรู้สึกที่แย่ ทำให้ในทางเทคนิคัล แนะนำให้ "หลีกเลี่ยง"การลงทุน
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้บริหารสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ( SCRI ) กล่าวว่า SCRI อาจจะมีการปรับประมาณการรายได้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมลง เช่น บมจ.ดิเอราวัณ กรุ๊ป ,บมจ.โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา และบมจ.ไมเนอร์ เนื่องจากไตรมาส 4 และ ไตรมาส 1 ที่เป็นช่วงฤดูกาลของการท่องเที่ยว และอัตราการเข้าพักที่น้อยกว่าเป้าผลจากการยกเลิกการท่องเที่ยวจะก่อให้เกิดภาวะค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ และการลดค่าใช้จ่าย เช่น การลดคนงานซึ่งอยู่ในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 2.2 ล้านคน คาดว่าจะเป็นปัจจัยกระทบต่อภาคเศรษฐกิจรวมของประเทศ นอกจากนี้จะส่งผลทำให้สภาพคล่องของผู้ประกอบการโรงแรมมีความตึงตัวมากขึ้น และเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้กับสถานะของบริษัทจึงคงคำแนะนำ "หลีกเลี่ยง" ลงทุนสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม


นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจการบินจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานที่หยุดชะงักจากผลของการปิดสนามบิน ทั้งนี้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักของบมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือทอท. ซึ่งในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีสัดส่วนจำนวนเที่ยวบินที่ผ่านขึ้น-ลง คิดเป็น 66% ของปริมาณเที่ยวบินรวม ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่ผ่านสนามบินคิดเป็น 71% ของปริมาณผู้โดยสารรวม
ขณะที่รายได้ในช่วงไตรมาส 4 และไตรมาสแรกเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ดังนั้นการหยุดชะงักของจำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าวจึงทำให้ทอท.เกิดการสูญเสียรายได้ในช่วงระยะเวลาที่สำคัญ ทั้งนี้ อิงจากสัดส่วนจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินปีที่ผ่าน ช่วงไตรมาส 4 และไตรมาสแรก สัดส่วนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณไตรมาสละ 27%-28% ของปริมาณรวมทั้งปี เบื้องต้นหากประเมินผลกระทบทางตรงในระยะสั้นจากการปิดสนามบินคาดว่า จะกระทบรายได้ต่อปีวันละประมาณ 0.29% หรือประมาณเบื้องต้นวันละ 52-53 ล้านบาท ทั้งนี้ทอท. มีค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่โดยสัดส่วนหลัก เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายพนักงาน รวมประมาณ 47 ล้านบาท/วัน
สำหรับผลกระทบระยะยาวจะเกิดจากการชะลอตัวของจำนวนผู้โดยสายและเที่ยวบินจากภาวะธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะซบเซาลง


โดยผลกระทบที่เกิดกับทอท. SCRI ประเมินว่า เบื้องต้นหากพิจารณาจากจำนวนผู้โดยสารที่ผ่านเข้าออกสนามบินปี 2550 รวมประมาณ 56 ล้านคน และสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบิน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน(เชื่อมโยงกับจำนวนผู้โดยสารโดยตรงสัดส่วนรายได้สูงสุดประมาณ 49%) ค่าธรรมเนียมสนามบิน(เชื่อมโยงกับจำนวนเที่ยวบินขึ้นลงจอดสัดส่วนรายได้ประมาณ 19%) และรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์(เชื่อมโยงกับรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในสนามบินสัดส่วนรายได้ประมาณ 9%) ดังนั้น รวมรายได้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 77% (อิงสัดส่วนรายได้จากรอบ 9 เดือนของปี 2551) หากประเมินผู้โดยสารลดลงทุก 1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนที่กระทบต่อรายได้ต่อปีประมาณ 1.37%


ด้านผลกระทบที่เกิดกับบมจ.การบินไทย SCRI ระบุว่า สัดส่วนรายได้ที่กระทบโดยตรงมาจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกินซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 81% ของรายได้รวม(อิงรอบ 9 เดือนปี 2551 ) ทั้งนี้ หากจำนวนผู้โดยสารปรับลดไปทุก 1% คาดกระทบรายได้ทั้งปีประมาณ 0.81%


ผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาล โดยผลกระทบระยะสั้น จำนวนผู้ป่วยที่จะบินเข้ามารักษาตัวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน อาจปรับลดลงกว่าที่คาด เนื่องจากยังไม่รู้ถึงระยะเวลาในการปิดสนามบินที่แน่นอน ทำให้ผู้ป่วยอาจเลื่อนการเข้ามารักษาตัวออกไป โดย SCRI คาดว่าบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลกรุงเทพ) และบมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 37% และ 55% (อิงข้อมูลจากงวด 9 เดือนปี 2551) ตามลำดับ


ด้านผลกระทบระยะยาวต่อกลุ่มโรงพยาบาล SCRI ระบุว่า เนื่องจากสัดส่วนของผู้ป่วยต่างชาติที่ทำงานในประเทศและประเทศข้างเคียง คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเท่ากับ 60% รองลงมาได้แก่กลุ่มที่เดินทางเข้ามารักษาตัวโดยเฉพาะ คิดเป็นสัดส่วน 30% และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการไม่ซับซ้อน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด


ดังนั้น SCRI ประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงแบ่งได้เป็น 2 กรณี
1.กรณีสถานการณ์สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเชื่อมั่นในธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ 90% ของผู้ป่วยยังเข้ามารักษาตัวสม่ำเสมอ แต่ 10% ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคาดจะยังชะลอตัวเนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจต้องการประเมินสถานการณ์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
2. กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารักษาตัวในประเทศจะอยู่ในระดับ 60% ของผู้ป่วยรวม ขณะที่อีก 40% ของผู้ป่วยต่างชาติจะปรับลดลง

ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1123791&issue=2379 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2379 30 พ.ย. - 03 ธ.ค. 2551

คำถาม

1. ผลกระทบจากสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิด มีอะไรบ้าง

2.ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบว่าอย่างไรบ้าง

3. SCRI คือใคร และ SCRI ได้ทำการประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมืองว่าทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงได้ กี่กรณี อะไรบ้าง