วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ค่าไฟปี 52 จ่อขึ้น 20 สตางค์ ปตท.ฟันกำไร-กฟผ.แบกหนี้
ผู้บริหาร ปตท.เผย ราคาน้ำมันปี 52 แนวโน้มจะทรงตัวที่ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ค่าไฟฟ้าช่วงครึ่งปีแรก อาจตัองปรับขึ้น 20 สตางค์/หน่วย แม้ว่าค่าไฟฟ้าจะผันแปรตามน้ำมัน แต่กลไกตลาดในประเทศ ยังถูกบิดเบือน-ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ขณะที่ กฟผ.ต้องแบกหนี้ค่าก๊าซถึง 20,000 ล้านบาท เพราะถูกบังคับให้ซื้อก๊าซราคาแพงจาก ปตท.ในราคาย้อนหลัง 6 เดือน
นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้แนวโน้มราคาน้ำมันปี 2552 มีทิศทางปรับลดลงเมือเทียบกับราคาเฉลี่ยปี 2551 โดยคาดกันว่า ราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาก๊าซธรรมชาติในครึ่งแรกของปีจะยังคงอยู่ในราคาสูง เพราะราคาจะผันแปรตามราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-12 เดือน ซึ่งการคำนวณราคาไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริง ตามราคาน้ำมันในปัจจุบันที่ปรับลงไม่ถึง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายจิตรพงษ์ ยังคาดการณ์ว่า ช่วงครึ่งหลังของปี ราคาก๊าซบางแหล่งจะปรับลดลงได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในงวดครึ่งแรกของปีจะขยับขึ้นอีก แต่จะเป็นอัตราใดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกกูเลเตอร์) จะพิจารณา
นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวยอมรับว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีงวดใหม่ที่จะเริ่มเดือนมกราคม 2552 มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นอีก ซึ่งทางเรกกูเรเตอร์กำลังเกลี่ยต้นทุนไม่ให้ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปมากนัก ซึ่งอาจะมีผลให้ กฟผ.ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยจากค่าเอฟทีที่เกลี่ยงวดที่แล้ว ส่งผลให้ กฟผ.ต้องรับภาระไปก่อน 2 หมื่นล้านบาทนั้น ทาง กฟผ.ก็จะเตรียมออกพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหา โดยในเดือนมกราคมนี้ โดยจะออกพันธบัตรรวม 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เป็นที่คาดกันว่า ค่าเอฟทีงวดใหม่ มกราคม-เมษายน 2551 ค่าเอฟทีใหม่รวมกับที่เกลี่ยไว้เดิม คาดว่า อาจะทำให้ค่าเอฟทีอาจปรับเพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์ต่อหน่วย
ที่มา : http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152858
คำถาม :
1 ราคาน้ำมัน ปี 52 แนวโน้มจะเป็นอย่างไร
2 ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีงวดใหม่ที่จะเริ่มเดือนมกราคม 2552 มีแนวโน้มอย่างไร
3 กฟผ.จะใช้วิธีใดในการแก้ปัญหาแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นในครั้งนี้
“ราเกซ” จ่อกลับไทย-ธปท.ลั่นเอาผิดได้
เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าทีมติดตามตัว นายราเกซ ยอมรับว่า ได้รับรายงานคำสั่งของศาลแคนาดาในการส่งตัวกลับประเทศไทยแล้ว แต่กำลังรอเอกสารอย่างเป็นทางการจากแคนาดา หลังจากนั้นก็จะมีการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงขั้นตอนหลังจากนี้ว่าจะต้องทำอย่างไร สำหรับขั้นตอนหลังจากแคนาดาส่งตัวมา อัยการก็จะต้องทำการยื่นฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในฐานะจำเลยความผิดกรณีอนุมัติการปล่อยสินเชื่อของธนาคารบีบีซีโดยมิชอบและมีเจตนาทุจริต เพื่อให้มีการพิจารณาคดีกันใหม่ โดยจะมีการสืบพยานตามขั้นตอน ส่วนจะให้ประกันตัวหรือไม่เป็นอำนาจของศาลจะพิจารณา
วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ไทยศรีฯปรับกลยุทธ์ลดทุนประกันลูกค้า10%
ไทยศรีฯปรับกลยุทธ์ลดทุนประกันลูกค้า10%
ไทยศรีประกันภัยปรับกลยุทธ์ทำธุรกิจปีหน้า เล็งลดทุนประกันลง 10% ตามกำลังซื้อในระบบลดลง พร้อมกับเน้นการบริหารต้นทุนพยุงกำไรไม่ให้ต่ำไปกว่าปีนี้ ยอมรับยอดเบี้ยปีนี้พลาดเป้าแน่ผลจากการเมือง วิกฤติการเงิน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายนที พานิชชีวะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยศรีประกันภัย กล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ หลังประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจว่าจะมีกำลังซื้อในระบบลดลง ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนวิธีใหม่เสนอให้กับลูกค้าด้วยการลดทุนประกันทุกผลิตภัณฑ์ลงประมาณ 10% ซึ่งการลดทุนประกันลงจะส่งผลให้ราคาเบี้ยประกันถูก แต่บริษัทจะไม่ลดมากไปกว่านี้เพราะจะส่งผลให้การประกันเกิดความเสี่ยงมากเกินไป
ที่ผ่านมาบริษัทพบว่าลูกค้าเกิดการชะลอการซื้อมาก ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการเงินของประเทศสหรัฐ ส่งผลให้กำลังซื้อในต่างประเทศลดลงกระทบกับยอดการส่งออกและการท่องเที่ยวในประเทศไทยและรายได้ทั้ง 2 แหล่งเริ่มลดลง ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็เกิดผลกระทบเช่นกัน กำลังซื้อของคนในประเทศลดลงตามมาลูกค้าที่ซื้อประกันประหยัดขึ้น
สำหรับยอดขายรถใหม่ที่คาดว่าจะลดลงนั้นกระทบกับบริษัทบ้าง เพราะบริษัทมีการรับประกันรถใหม่ในพอร์ต non motor ส่วนหนึ่ง การรับประกันในส่วนนี้ก็จะลดลงตามมาเช่นกัน ในปีหน้าคาดว่าอัตราการเติบโตจะไม่มีเพราะเป็นปีที่มองแล้วว่าการดำเนินธุรกิจจะยากขึ้น แต่ละบริษัทต่างแข่งขันในทุกด้าน
เขากล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องบริหารต้นทุนให้เกิดกำไรมากกว่า สิ้นปี 2551 บริษัทคาดว่าเบี้ยรับรวมทั้งหมดจะพลาดเป้าเพราะประสบกับช่วงที่ตลาดผันผวนจากวิกฤติต่างๆ โดยมีสัญญาณบอกเหตุมาตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องของการเมืองก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เบี้ยไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 1,728 ล้านบาท
"จากนี้ไปบริษัทจะต้องเน้นการบริหารในเรื่องของต้นทุนให้มีประสิทธิภาพโดยจะไม่หวังยอดขายว่าจะได้ตามเป้าหรือไม่ ซึ่งจะดำเนินธุรกิจไปตามภาวะที่ดำเนินงานได้ แต่จะพยายามยังรักษาอัตราการทำกำไรไม่ให้ต่ำกว่าปี 2551"
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/10/news_318935.php
คำถาม
1.ไทยศรีประกันภัยปรับกลยุทธ์ทำธุรกิจปีหน้า เล็งลดทุนประกันลง กี่ %
2.นายนที พานิชชีวะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยศรีประกันภัย กล่าวว่าอะไร
3. เป้าที่ตั้งไว้สิ้นปี 2551 จำนวนเท่าไร
วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551
บลจ.บีทีตั้งเป้าปีหน้าโต10-15%
นายอนุสรณ์ บูรณกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บีที เปิดเผยว่า ในปี 2552 บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ให้เป็นไปตามภาวะอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่จะเติบโตได้ประมาณ 10-15%
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เนื่องจากนักลงทุนน่าจะมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้นกว่าปีนี้ ซึ่งจะเน้นการเติบโตของธุรกิจกองทุนรวม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นหลัก โดยแผนการออกกองทุนรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 คาดว่านักลงทุนน่าจะมีความต้องการการลงทุนที่มีความปลอดภัย
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกยังมีแผนจะเปิดขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในลักษณะซื้อกรรมสิทธิ์ เพิ่มขึ้นอีก 2 กองทุน ซึ่งได้แก่กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์โรงแรม 2 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทางภาคใต้ มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท และกองทุนที่ลงทุนในอาคารสำนักงานในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท
นายเจิดพันธุ์ นิธยายน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจกองทุน บลจ.บีที กล่าวว่า สิ้นปี 2551 บลจ.บีทีน่าจะมี AUM เติบโตใกล้เคียงกับปัจจุบันที่มี 35,000-36,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปีก่อนจะลดลงประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) กองทุนรวมหุ้นปรับลดลงตามภาวะตลาดหุ้นไทย
โดยในปี 2551 นี้ บริษัทมีแผนจะเปิดขายกองทุนคุ้มครองเงินต้น 100% ประเภทสตรักเจอร์ โน้ต ที่เป็นกองทุนปิดอายุโครงการ 1 ปี มูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อจะใช้ทดแทนกองทุนเปิดบีที FIF โกลด์ ลิงก์ ฟันด์ 3 ซึ่งจะครบอายุโครงการในกลางเดือนธ.ค.2551 นี้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลตัวแปรระหว่างน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศอยู่
ล่าสุด บลจ.บีที เตรียมจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แบบมีกรรมสิทธิ์ 101 สโตร์เรจ (STOR) ที่มีนโยบายการลงทุนลักษณะมีกรรมสิทธิ์ในอาคารคลังสินค้า ย่านลาดพร้าว 101 ของบริษัท มนตรีคลังสินค้า จำกัด มูลค่า 603 ล้านบาท ไม่กำหนดอายุโครงการ ระหว่างวันที่ 20-28 พ.ย. 2551 นี้
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/19/news_312867.php
คำถาม
1. นายอนุสรณ์ บูรณกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.บีที ตั้งเป้าหมาย ว่าอย่างไร
2. FIF โกลด์ ลิงก์ ฟันด์ 3 ซึ่งจะครบอายุโครงการในกลางเดือนธ.ค.2551 นี้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาอะไร
3. บลจ.บีที เตรียมจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรก ที่ไหน
วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ส่อง!ธุรกิจในตลาดหุ้น รับผลกระทบ 'สุวรรณภูมิ' ถูกยึด!
จัดทำบทความโดย นางสาวนางสาวกาญจนา จันทะโคตร เลขทะเบียน 48210181
ส่อง!ธุรกิจในตลาดหุ้น รับผลกระทบ 'สุวรรณภูมิ' ถูกยึด!
การชุมนุมทางการเมืองที่รุนแรงต่อเนื่อง นำไปสู่การปิดสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่คืนวันที่ 25 พฤศจิกายน และปิดสนามบินดอนเมืองเมื่อคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน ได้ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างแรงต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะด้านความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้การท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัว พร้อมกดดันให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามายังไทยลดน้อยลง
ขณะที่มีบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการบิน ตลอดจนกลุ่มโรงพยาบาล จึงทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างพร้อมใจกันแนะนำให้นักลงทุน"หลีกเลี่ยง"การลงทุนในหุ้นเหล่านี้
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน) คาดว่า ปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 10% จากปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 13 ล้านคน เทียบกับปี 2551 ที่คาดว่าจะต่ำกว่า 14.5 ล้านคน
โดยระบุว่า ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในประเทศที่สร้างภาพเชิงลบต่อประเทศ และผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว ที่กดดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2552 หดตัวต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อประมาณการของบริษัทในกลุ่มโรงแรม ทั้งในส่วนอัตราการเข้าพักที่ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราค่าห้องพักที่มีโอกาสปรับตัวลดลง จากการแข่งขันทางด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (ซึ่งคำนวณจากอัตราการเข้าพักและอัตราค่าห้องพัก) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบภายใต้สถานการณ์รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก กรณีที่การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในโรงแรมเดิมลดลง 10% ส่งผลกำไรสุทธิปี 2552 ของกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 แห่ง คือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา อยู่ที่ 2,664 ล้านบาท ลดลงจากเดิม 8.3% จากกำไรที่คาดไว้ 2,900 ล้านบาท แต่ยังเติบโต 5.7% จากฐานกำไรปี 2551
พร้อมปรับลดคำแนะนำหุ้นบมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จาก "ซื้อ" เป็นเพียง"ถือ" ขณะที่คงคำแนะนำเดิม คือ "ซื้อ" สำหรับหุ้นไมเนอร์ และโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา แต่สำหรับภาพรวมกลุ่มโรงแรมที่ต้องเผชิญปัจจัยรุมเร้า จึงคงแนะนำ"หลีกเลี่ยง"ลงทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะสั้น และปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก"เท่ากับตลาด" เป็น "น้อยกว่าตลาด"
เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ธนชาตฯ ที่คาดว่านักท่องเที่ยวปี 2551 จะลดลง 35-40% จากปีก่อน และผลกระทบจะลากยาวถึงปีหน้า คือ ลดลงอีกราว 25 % ดังนั้นจึงกำลังอยู่ระหว่างปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานปี 2552-2553 ของหุ้นกลุ่มโรงแรมทั้ง 3 บริษัท คือ บมจ.ดิเอราวัณ กรุ๊ป ,บมจ.ไมเนอร์ และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา และทบทวนคำแนะนำการลงทุนในหุ้นทั้ง 3 บริษัท แม้ราคาหุ้นจะถูกกว่าพื้นฐานมาก แต่กำไรจะลดลงปีหน้า และความรู้สึกที่แย่ ทำให้ในทางเทคนิคัล แนะนำให้ "หลีกเลี่ยง"การลงทุน
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้บริหารสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ( SCRI ) กล่าวว่า SCRI อาจจะมีการปรับประมาณการรายได้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมลง เช่น บมจ.ดิเอราวัณ กรุ๊ป ,บมจ.โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา และบมจ.ไมเนอร์ เนื่องจากไตรมาส 4 และ ไตรมาส 1 ที่เป็นช่วงฤดูกาลของการท่องเที่ยว และอัตราการเข้าพักที่น้อยกว่าเป้าผลจากการยกเลิกการท่องเที่ยวจะก่อให้เกิดภาวะค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ และการลดค่าใช้จ่าย เช่น การลดคนงานซึ่งอยู่ในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 2.2 ล้านคน คาดว่าจะเป็นปัจจัยกระทบต่อภาคเศรษฐกิจรวมของประเทศ นอกจากนี้จะส่งผลทำให้สภาพคล่องของผู้ประกอบการโรงแรมมีความตึงตัวมากขึ้น และเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้กับสถานะของบริษัทจึงคงคำแนะนำ "หลีกเลี่ยง" ลงทุนสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม
นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจการบินจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานที่หยุดชะงักจากผลของการปิดสนามบิน ทั้งนี้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักของบมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือทอท. ซึ่งในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีสัดส่วนจำนวนเที่ยวบินที่ผ่านขึ้น-ลง คิดเป็น 66% ของปริมาณเที่ยวบินรวม ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่ผ่านสนามบินคิดเป็น 71% ของปริมาณผู้โดยสารรวม
ขณะที่รายได้ในช่วงไตรมาส 4 และไตรมาสแรกเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ดังนั้นการหยุดชะงักของจำนวนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าวจึงทำให้ทอท.เกิดการสูญเสียรายได้ในช่วงระยะเวลาที่สำคัญ ทั้งนี้ อิงจากสัดส่วนจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินปีที่ผ่าน ช่วงไตรมาส 4 และไตรมาสแรก สัดส่วนผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณไตรมาสละ 27%-28% ของปริมาณรวมทั้งปี เบื้องต้นหากประเมินผลกระทบทางตรงในระยะสั้นจากการปิดสนามบินคาดว่า จะกระทบรายได้ต่อปีวันละประมาณ 0.29% หรือประมาณเบื้องต้นวันละ 52-53 ล้านบาท ทั้งนี้ทอท. มีค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่โดยสัดส่วนหลัก เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายพนักงาน รวมประมาณ 47 ล้านบาท/วัน
สำหรับผลกระทบระยะยาวจะเกิดจากการชะลอตัวของจำนวนผู้โดยสายและเที่ยวบินจากภาวะธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะซบเซาลง
โดยผลกระทบที่เกิดกับทอท. SCRI ประเมินว่า เบื้องต้นหากพิจารณาจากจำนวนผู้โดยสารที่ผ่านเข้าออกสนามบินปี 2550 รวมประมาณ 56 ล้านคน และสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบิน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน(เชื่อมโยงกับจำนวนผู้โดยสารโดยตรงสัดส่วนรายได้สูงสุดประมาณ 49%) ค่าธรรมเนียมสนามบิน(เชื่อมโยงกับจำนวนเที่ยวบินขึ้นลงจอดสัดส่วนรายได้ประมาณ 19%) และรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์(เชื่อมโยงกับรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในสนามบินสัดส่วนรายได้ประมาณ 9%) ดังนั้น รวมรายได้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 77% (อิงสัดส่วนรายได้จากรอบ 9 เดือนของปี 2551) หากประเมินผู้โดยสารลดลงทุก 1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนที่กระทบต่อรายได้ต่อปีประมาณ 1.37%
ด้านผลกระทบที่เกิดกับบมจ.การบินไทย SCRI ระบุว่า สัดส่วนรายได้ที่กระทบโดยตรงมาจากรายได้ค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกินซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 81% ของรายได้รวม(อิงรอบ 9 เดือนปี 2551 ) ทั้งนี้ หากจำนวนผู้โดยสารปรับลดไปทุก 1% คาดกระทบรายได้ทั้งปีประมาณ 0.81%
ผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาล โดยผลกระทบระยะสั้น จำนวนผู้ป่วยที่จะบินเข้ามารักษาตัวในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน อาจปรับลดลงกว่าที่คาด เนื่องจากยังไม่รู้ถึงระยะเวลาในการปิดสนามบินที่แน่นอน ทำให้ผู้ป่วยอาจเลื่อนการเข้ามารักษาตัวออกไป โดย SCRI คาดว่าบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลกรุงเทพ) และบมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 37% และ 55% (อิงข้อมูลจากงวด 9 เดือนปี 2551) ตามลำดับ
ด้านผลกระทบระยะยาวต่อกลุ่มโรงพยาบาล SCRI ระบุว่า เนื่องจากสัดส่วนของผู้ป่วยต่างชาติที่ทำงานในประเทศและประเทศข้างเคียง คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดเท่ากับ 60% รองลงมาได้แก่กลุ่มที่เดินทางเข้ามารักษาตัวโดยเฉพาะ คิดเป็นสัดส่วน 30% และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการไม่ซับซ้อน คิดเป็นสัดส่วน 10% ของผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด
ดังนั้น SCRI ประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงแบ่งได้เป็น 2 กรณี
1.กรณีสถานการณ์สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเชื่อมั่นในธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ 90% ของผู้ป่วยยังเข้ามารักษาตัวสม่ำเสมอ แต่ 10% ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคาดจะยังชะลอตัวเนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจต้องการประเมินสถานการณ์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
2. กรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารักษาตัวในประเทศจะอยู่ในระดับ 60% ของผู้ป่วยรวม ขณะที่อีก 40% ของผู้ป่วยต่างชาติจะปรับลดลง
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1123791&issue=2379 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2379 30 พ.ย. - 03 ธ.ค. 2551
คำถาม
1. ผลกระทบจากสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิด มีอะไรบ้าง
2.ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบว่าอย่างไรบ้าง
3. SCRI คือใคร และ SCRI ได้ทำการประเมิน ความไม่แน่นอนทางการเมืองว่าทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงได้ กี่กรณี อะไรบ้าง
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
กูรูจี้ลดดอกเบี้ย-เร่งใช้จ่ายภาครัฐ _อุ้มเศรษฐกิจ-รับมือสภาพคล่องตึง/ธนาคารแห่งประเทศไทยจับตาบริษัทยักษ์ส่งปันผลกระทบขาดดุลเดินสะพัด
กูรูเศรษฐกิจแนะทุกฝ่ายตั้งรับปัญหาวิกฤติการเงินโลก 'สมคิด'หนุนแนวคิดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล ด้านแบงก์ชาติยอมรับเริ่มมีแรงกดดันสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นในอนาคต แย้มประชุมกนง.3 ธ.ค.นี้ให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงแล้ว ล่าสุดจับตาบ.ยักษ์ข้ามชาติส่งเงินปันผลกลับ ฉุดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ศาสตราพิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ความสำคัญของการวิจัยยุทธศาสตร์และวิเคราะห์ความเสี่ยงในภาวะวิกฤตไทย วิกฤตโลก" ในงานเสวนาพิเศษ "ยุทธศาสตร์ธุรกิจภายใต้วิกฤตไทย วิกฤตโลก" ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และคณะบริหารธุรกิจ นิด้า (NIDA Business SCHOOL) เมื่อวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ว่า วิกฤติทางการเงินในสหรัฐฯได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างรวมถึงประเทศไทย ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการดำเนินนโยบายทางการเงินอาจมีข้อจำกัด อยากให้รัฐบาลไทยศึกษาตัวอย่างจากประเทศจีนที่มีการอัดฉีดเงิน 20 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาคเกษตร และสาธารณูปโภค โดยเห็นว่าควรพยายามให้การใช้จ่ายในระยะสั้นสอดคล้องกับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งก็จะเป็นการทำให้การใช้เงินเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนการที่จะอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท ควรเน้นที่ภาคเกษตร ท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนประเด็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนั้น เห็นว่าเรื่องดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องดูแล โดยเชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นการผ่อนคลายภาระให้กับภาคเอกชนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง
ด้านดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบสถาบันการเงินของไทยมีความเข้มแข็งพอทัดทานผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นระลอกๆได้อย่างดี ด้านสภาพคล่องได้เตรียมการไว้พอสมควรและอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากมองไปในระยะสั้นๆ แรงกดดันต่อสภาพคล่องในระบบจะสูงขึ้นจากความเหลื่อมล้ำของอัตราการเติบโตของสินเชื่อและเงินฝาก โดยล่าสุดในเดือนกันยายนสินเชื่อขยายตัวถึง 10.8% ขณะที่เงินฝากขยายตัวเพียง 1.4% นอกจากนี้ยังมาจากการที่ภาคเอกชนไทยที่เคยกู้ยืมเงินในต่างประเทศหันกลับเข้ามากู้ยืมเงินในประเทศมากขึ้นจากภาวะการตึงตัวของตลาดเงินในต่างประเทศ ซึ่งภาพรวมธปท.ก็จะเข้าไปดูแลไม่ให้สภาพคล่องมีความผันผวนหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไปนั้น ขณะนี้แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อปรับตัวต่ำจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลง ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมีสูงขึ้นซึ่งระบบเศรษฐกิจอาจต้องการการสนับสนุนมากขึ้นจากนโยบายการเงิน ดังนั้นในระยะต่อไปจะต้องพยายามทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในภาวะที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ ทางด้าน นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลก มีธุรกิจที่ขออนุญาตนำเงินกลับประเทศมากขึ้น เป็นทั้งกรณีที่กิจการแม่เคยส่งให้กู้กับบริษัทลูก และบริษัทลูกส่งคืนบริษัทแม่ แต่หากเป็นกิจการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯก็ไม่มีจำกัด อย่างไรก็ตามขณะนี้ที่ขออนุญาตมาที่ธปท.มีบริษัทขนาดใหญ่ (Multinational cooperation) ประมาณ 1-2 ราย ซึ่งเป็นการขอนำเงินออกไปเพื่อคืนบริษัทแม่ หรือเป็นการช่วยบริษัทแม่ที่ถูกผลกระทบจากวิกฤติการเงินในช่วงที่ผ่านมา มีการส่งออกปันผลมากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล หรือเห็นได้จากตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) ที่ลดลง เพราะส่วนหนึ่งเป็นเงินปันผลที่ออกไป (Re-Invest) จากในอดีตที่ธุรกิจมีปันผลส่วนหนึ่งที่เก็บไว้ในประเทศ แต่ส่วนนี้มีออกไป ทำให้ตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงไปด้วย
ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.) ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2,461 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากดุลการค้าขาดดุล 1,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าการส่งออก ขณะที่ดุลบริการ รายได้และเงินโอนขาดดุล 1,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลง และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
อนึ่ง ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขาดดุลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเม.ย. ขาดดุล 87.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนพ.ค. ขาดดุล 761.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนมิ.ย. ขาดดุล 591.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนก.ค. ขาดดุล 143.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนส.ค.ขาดดุล 177.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเดือนก.ย.ที่ขาดดุลสูงถึง 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงแม้ว่าในเดือนดังกล่าวดุลการค้าจะเกินดุล142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อรวมกับดุลบริการ รายได้และเงินโอนที่ขาดดุล 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนก.ย.2551 ขาดดุล 703 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ )
ที่มา http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623741&issue=2374 (หนังสือพิมพ์ฐานเศตรษฐกิจฉบับ2374)
คำถาม
1.ใครเป็นผู้ที่สนับสนุนแนวคิดลดอัตราดอกเบี้ยและเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล
2. ประเทศไทยได้ศึกษาการใช้งบประมาณจากประเทศใด และควรใช้งบประมาณด้านใดบ้าง
3. ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นอย่างไรจงอธิบาย
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
การบริหารเงินสด
การบริหารเงินสด
“เงินสด” (Cash) หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น
การบริหารเงินสด (Cash Management) เป็นการบริหารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมเงินสด การจ่ายเงินสด และการลงทุนในหลักทรัพย์ชั่วคราวของเงินสด ผู้จัดการทางการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบระบบการบริหารเงินสดของกิจการ การจัดทำงบประมาณเงินสดเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารเงินสด เพื่อใช้พยากรณ์ความต้องการเงินสดในอนาคตและการควบคุม การดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามงบประมาณ นอกจากนี้งบประมาณเงินสดของกิจการต้องรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่นรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน จำนวนเงินสดคงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินคงเหลือในแต่ละเดือน จำนวนเงินสด คงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินสดคงเหลือในแต่ละเดือน เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลต่างๆ นี้มีความจำเป็นในการบริหารเงินสดของธุรกิจมาก ซึ่งระบบการรายงานข้อมูลที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- วัตถุประสงค์ในการบริหารเงินสด
คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต
- การบริหารเงินสดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหาร อาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์
2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า
3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย
ที่มา : http://www.sme.go.th/cms/c/journal_articles/view_article_content?article_id=VC-FINANCE-010908&article_version=1.0
คำถาม
1.การบริหารเงินสด หมายถึง
2.วัตถุประสงค์ของการบริหารเงินสด คือ
3.การบริหารเงินสดแบ่งเป็นกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง จงอธิบาย
วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
6 วิธีในการจัดการเงินสดหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ
นาย ธนบุตร กอกรรณิกา เลขทะเบียน 48210182
เรื่อง6 วิธีในการจัดการเงินสดหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจขนาดเล็กประการหนึ่งก็คือสภาพความไม่แน่นอน ผมไม่เพียงแต่กำลังพูดถึงเรื่องการดำเนินธุรกิจที่ต้องมีความต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังพูดถึงการหมุนเวียนของกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย ต่อไปนี้เป็นแนวคิดการปรับปรุงเงินสดหมุนเวียนของธุรกิจขนาดเล็ก
เรียกเก็บเงินโดยทันที
คุณเคยประสบกับเหตุการณ์ที่มัวแต่ยุ่งอยู่กับสร้างงานและพยายามส่งงานให้ทันจนลืมเรียกเก็บเงินอยู่เสมอใช่หรือไม่ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่เป็นเช่นนั้น ปัญหาที่ร้ายแรงนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติของธุรกิจขนาดเล็ก
หากคุณยังไม่ได้ใช้ระบบการเก็บเงินใดๆ ในขณะนี้ ให้เริ่มต้น (หรือมอบหมายให้พนักงานเริ่มต้น) เรียกเก็บเงินค่าโครงการต่างๆ อย่างเป็นประจำในทันที และเมื่อดำเนินโครงการระยะยาวหรือติดต่อธุรกิจกับลูกค้าในระยะยาวแล้ว ให้เจรจาเป็นการล่วงหน้าในการกำหนดการชำระเงินอย่างสม่ำเสมอแทนที่จะปล่อยให้ยอดหนี้สะสมจนสิ้นสุดโครงการ
สร้างแรงจูงใจให้ชำระเงินคุณเร็วขึ้นกว่าเดิม
บางครั้งธุรกิจขนาดเล็กสามารถลดเวลารอการชำระหนี้ที่ค้างแก่คุณได้อย่างมากด้วยการให้ข้อเสนอลดราคาให้ในกรณีที่ชำระหนี้เร็วขึ้น ผมเคยได้รับใบแจ้งหนี้ในธุรกิจที่เสนอลดให้ 1% หรือ 2% หากชำระภายใน 10 วัน ดังนั้น หากผมมีความคิดที่จะชำระหนี้ภายใน 30 วันอยู่แล้ว ผมคงมีแนวโน้มที่จะรีบเขียนเช็คออกไปทันทีเพื่อจะได้ส่วนลดที่เล็กน้อยนั้น ข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีทั้งในแง่ของหนี้คงค้างและในแง่เงินสดหมุนเวียนด้วย
หลีกเลี่ยงลูกค้าประเภทชำระหนี้ช้า/ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ต้น
วิธีการที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหาเงินสดหมุนเวียนอันเกิดจากลูกค้าหรือบริษัทต่างๆ ไม่ยอมชำระหนี้ให้แก่คุณก็คือ การตัดลูกค้าประเภทชำระหนี้ช้า/ไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ต้นทิ้งไปไม่ให้เป็นลูกค้าของเรา เพราะฉะนั้น หากมีใครบางคนกำลังจะเป็นลูกค้าสำคัญของเรา เราควรทำการบ้านเสียก่อน โดยถามและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของลูกค้ารายดังกล่าวจากผู้ที่เคยทำธุรกิจกับเขามาก่อน
ใช้ระบบแลกเปลี่ยนแทนเงินสด
คุณสามารถลดปัญหาเรื่องเงินตึงได้ด้วยการใช้สินค้าหรือบริการที่คุณมีแลกกับสินค้าหรือบริการของผู้อื่น หากสามารถกระทำได้
ลดปริมาณสินค้าคงคลัง
แม้ว่าคุณไม่สามารถใช้ระบบการจัดการสินค้าคงคลังชนิด "just-in-time" ได้ อย่างน้อยก็ควรให้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากเงินที่ใช้จ่ายในสินค้าคงคลังเป็นเงินที่ไม่ก่อให้เกิดดอกผลหรือเป็นเงินออมที่คุณสามารถใช้ได้
การลดปริมาณสินค้าคงคลังบางครั้งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยง่าย ผมเคยเห็นภัตตาคารที่ลดจำนวนเหล้าไวน์ที่มีบริการลูกค้าให้เหลือยี่ห้อไวน์ที่มีคุณภาพเพียงไม่กี่ยี่ห้อแทนที่จะมีไวน์ทุกชนิดไว้บริการตามความต้องกรของลูกค้าทุกคน แม้ว่าลูกค้าอาจมีรสนิยมที่ดีในการดื่มไวน์ เขาก็ยังคงได้ดื่มไวน์ที่ดีอยู่เหมือนเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
การลดจำนวนเจ้าหนี้เงินกู้ให้น้อยลง
ผมทราบว่าการขอกู้เงินของธุรกิจขนาดเล็กเป็นเรื่องยากลำบากมาก แต่ก็แปลกใจที่มีบางรายสามารถกู้เงินได้หลายทางด้วยกัน มีธุรกิจขนาดเล็กรายหนึ่งที่ผมรู้จัก มีพนักงานเพียงหนึ่งคน แต่มีการกู้เงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขาถึง 4 ประเภทด้วยกันคือ เงินกู้สำหรับอุปกรณ์เครื่องมือ เงินกู้รถยนต์ วงเงินกู้เพื่อดำเนินธุรกิจ และบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจ
หากคุณมีเงินกู้อยู่หลายประเภทในการดำเนินธุรกิจของคุณ ให้พิจารณาดูว่า อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขของแต่ละรายเป็นอย่างไร คุณอาจสามารถรวมจำนวนผู้ให้กู้ 2 รายหรือมากกว่านั้น ให้เป็นรายเดียวโดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเพื่อทำให้เงินสดหมุนเวียนของคุณดีขึ้น โดยปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบยืดระยะเวลาการชำระหนี้เท่าใดนัก แต่ถ้าหากคุณมีความคิดที่จะเจรจากับผู้ให้กู้เพื่อการรวมเงินกู้ทั้งหมดที่มีอยู่ให้เป็นเงินกู้รายเดียว คุณควรเจรจาให้เงินกู้ใหม่นี้มีระยะการชำระหนี้ที่ยาวกว่าเดิมเพื่อแลกกับยอดการชำระรายเดือนที่ต่ำลง
ที่มา : http://www.sme.go.th/cms/c/journal_articles/view_article_content?article_id=VC05-07-C07&article_version=1.0
คำถาม
1.การลดจำนวนเจ้าหนี้เงินกู้ในน้อยลง ควรพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง เพราะอะไร ?
2.ในการจัดระบบการเก็บเงินโดยทันที สามารถทำได้อย่างไร ?
3. การสร้างแรงจูงใจในการรับชำระเงินให้เร็วขึ้นสามารถทำได้อย่างไร ?