วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กูรูจี้ลดดอกเบี้ย-เร่งใช้จ่ายภาครัฐ _อุ้มเศรษฐกิจ-รับมือสภาพคล่องตึง/ธนาคารแห่งประเทศไทยจับตาบริษัทยักษ์ส่งปันผลกระทบขาดดุลเดินสะพัด

จัดทำบทความโดย นาย ภานุ เหลืองมณีโรจน์ เลขทะเบียน 48210177

กูรูเศรษฐกิจแนะทุกฝ่ายตั้งรับปัญหาวิกฤติการเงินโลก 'สมคิด'หนุนแนวคิดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล ด้านแบงก์ชาติยอมรับเริ่มมีแรงกดดันสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นในอนาคต แย้มประชุมกนง.3 ธ.ค.นี้ให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงแล้ว ล่าสุดจับตาบ.ยักษ์ข้ามชาติส่งเงินปันผลกลับ ฉุดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด


ศาสตราพิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ความสำคัญของการวิจัยยุทธศาสตร์และวิเคราะห์ความเสี่ยงในภาวะวิกฤตไทย วิกฤตโลก" ในงานเสวนาพิเศษ "ยุทธศาสตร์ธุรกิจภายใต้วิกฤตไทย วิกฤตโลก" ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และคณะบริหารธุรกิจ นิด้า (NIDA Business SCHOOL) เมื่อวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ว่า วิกฤติทางการเงินในสหรัฐฯได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างรวมถึงประเทศไทย ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการดำเนินนโยบายทางการเงินอาจมีข้อจำกัด อยากให้รัฐบาลไทยศึกษาตัวอย่างจากประเทศจีนที่มีการอัดฉีดเงิน 20 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาคเกษตร และสาธารณูปโภค โดยเห็นว่าควรพยายามให้การใช้จ่ายในระยะสั้นสอดคล้องกับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งก็จะเป็นการทำให้การใช้เงินเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนการที่จะอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท ควรเน้นที่ภาคเกษตร ท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนประเด็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนั้น เห็นว่าเรื่องดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องดูแล โดยเชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นการผ่อนคลายภาระให้กับภาคเอกชนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง

ด้านดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ระบบสถาบันการเงินของไทยมีความเข้มแข็งพอทัดทานผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นระลอกๆได้อย่างดี ด้านสภาพคล่องได้เตรียมการไว้พอสมควรและอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากมองไปในระยะสั้นๆ แรงกดดันต่อสภาพคล่องในระบบจะสูงขึ้นจากความเหลื่อมล้ำของอัตราการเติบโตของสินเชื่อและเงินฝาก โดยล่าสุดในเดือนกันยายนสินเชื่อขยายตัวถึง 10.8% ขณะที่เงินฝากขยายตัวเพียง 1.4% นอกจากนี้ยังมาจากการที่ภาคเอกชนไทยที่เคยกู้ยืมเงินในต่างประเทศหันกลับเข้ามากู้ยืมเงินในประเทศมากขึ้นจากภาวะการตึงตัวของตลาดเงินในต่างประเทศ ซึ่งภาพรวมธปท.ก็จะเข้าไปดูแลไม่ให้สภาพคล่องมีความผันผวนหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไปนั้น ขณะนี้แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อปรับตัวต่ำจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลง ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมีสูงขึ้นซึ่งระบบเศรษฐกิจอาจต้องการการสนับสนุนมากขึ้นจากนโยบายการเงิน ดังนั้นในระยะต่อไปจะต้องพยายามทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในภาวะที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ ทางด้าน นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลก มีธุรกิจที่ขออนุญาตนำเงินกลับประเทศมากขึ้น เป็นทั้งกรณีที่กิจการแม่เคยส่งให้กู้กับบริษัทลูก และบริษัทลูกส่งคืนบริษัทแม่ แต่หากเป็นกิจการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯก็ไม่มีจำกัด อย่างไรก็ตามขณะนี้ที่ขออนุญาตมาที่ธปท.มีบริษัทขนาดใหญ่ (Multinational cooperation) ประมาณ 1-2 ราย ซึ่งเป็นการขอนำเงินออกไปเพื่อคืนบริษัทแม่ หรือเป็นการช่วยบริษัทแม่ที่ถูกผลกระทบจากวิกฤติการเงินในช่วงที่ผ่านมา มีการส่งออกปันผลมากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล หรือเห็นได้จากตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) ที่ลดลง เพราะส่วนหนึ่งเป็นเงินปันผลที่ออกไป (Re-Invest) จากในอดีตที่ธุรกิจมีปันผลส่วนหนึ่งที่เก็บไว้ในประเทศ แต่ส่วนนี้มีออกไป ทำให้ตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงไปด้วย

ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.) ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2,461 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากดุลการค้าขาดดุล 1,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าการส่งออก ขณะที่ดุลบริการ รายได้และเงินโอนขาดดุล 1,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลง และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

อนึ่ง ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขาดดุลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเม.ย. ขาดดุล 87.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนพ.ค. ขาดดุล 761.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนมิ.ย. ขาดดุล 591.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนก.ค. ขาดดุล 143.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนส.ค.ขาดดุล 177.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเดือนก.ย.ที่ขาดดุลสูงถึง 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงแม้ว่าในเดือนดังกล่าวดุลการค้าจะเกินดุล142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อรวมกับดุลบริการ รายได้และเงินโอนที่ขาดดุล 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนก.ย.2551 ขาดดุล 703 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ )

ที่มา
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623741&issue=2374 (หนังสือพิมพ์ฐานเศตรษฐกิจฉบับ2374)

คำถาม
1.ใครเป็นผู้ที่สนับสนุนแนวคิดลดอัตราดอกเบี้ยและเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล
2. ประเทศไทยได้ศึกษาการใช้งบประมาณจากประเทศใด และควรใช้งบประมาณด้านใดบ้าง
3. ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นอย่างไรจงอธิบาย

5 ความคิดเห็น:

ศริยา กล่าวว่า...

ผู้ตอบ นางสาวศริยา ชินภิญโญกุล 48210199
1.ศาสตราพิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2.อยากให้รัฐบาลไทยศึกษาตัวอย่างจากประเทศจีนที่มีการอัดฉีดเงิน 20 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาคเกษตร และสาธารณูปโภค โดยเห็นว่าควรพยายามให้การใช้จ่ายในระยะสั้นสอดคล้องกับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งก็จะเป็นการทำให้การใช้เงินเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนการที่จะอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท ควรเน้นที่ภาคเกษตร ท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
3.ทั้งนี้ ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.) ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2,461 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากดุลการค้าขาดดุล 1,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าการส่งออก ขณะที่ดุลบริการ รายได้และเงินโอนขาดดุล 1,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลง และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

อนึ่ง ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขาดดุลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเม.ย. ขาดดุล 87.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนพ.ค. ขาดดุล 761.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนมิ.ย. ขาดดุล 591.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนก.ค. ขาดดุล 143.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนส.ค.ขาดดุล 177.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเดือนก.ย.ที่ขาดดุลสูงถึง 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงแม้ว่าในเดือนดังกล่าวดุลการค้าจะเกินดุล142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อรวมกับดุลบริการ รายได้และเงินโอนที่ขาดดุล 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนก.ย.2551 ขาดดุล 703 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ )

utccbx007g6 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

1. ศาสตราพิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

2. อยากให้รัฐบาลไทยศึกษาตัวอย่างจากประเทศจีนที่มีการอัดฉีดเงิน 20 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาคเกษตร และสาธารณูปโภค โดยเห็นว่าควรพยายามให้การใช้จ่ายในระยะสั้นสอดคล้องกับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งก็จะเป็นการทำให้การใช้เงินเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนการที่จะอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท ควรเน้นที่ภาคเกษตร ท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

3. ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.) ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2,461 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากดุลการค้าขาดดุล 1,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าการส่งออก ขณะที่ดุลบริการ รายได้และเงินโอนขาดดุล 1,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลง และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน


นางสาวชนาวจี เอมโอช เลขทะเบียน 47210004

utccbx007g9 กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
utccbx007g9 กล่าวว่า...

คำตอบคือ


1.ศาสตราพิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2.อยากให้รัฐบาลไทยศึกษาตัวอย่างจากประเทศจีนที่มีการอัดฉีดเงิน 20 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาคเกษตร และสาธารณูปโภค โดยเห็นว่าควรพยายามให้การใช้จ่ายในระยะสั้นสอดคล้องกับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งก็จะเป็นการทำให้การใช้เงินเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนการที่จะอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท ควรเน้นที่ภาคเกษตร ท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
3.ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.) ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2,461 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากดุลการค้าขาดดุล 1,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าการส่งออก ขณะที่ดุลบริการ รายได้และเงินโอนขาดดุล 1,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลง และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
อนึ่ง ดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ขาดดุลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเม.ย. ขาดดุล 87.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนพ.ค. ขาดดุล 761.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนมิ.ย. ขาดดุล 591.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนก.ค. ขาดดุล 143.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดือนส.ค.ขาดดุล 177.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเดือนก.ย.ที่ขาดดุลสูงถึง 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงแม้ว่าในเดือนดังกล่าวดุลการค้าจะเกินดุล142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อรวมกับดุลบริการ รายได้และเงินโอนที่ขาดดุล 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนก.ย.2551 ขาดดุล 703 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ )

นางสาวศรัญญา ใจเจือธรรม
เลขทะเบียน 4901108389

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1. ศาสตราพิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

2. อยากให้รัฐบาลไทยศึกษาตัวอย่างจากประเทศจีนที่มีการอัดฉีดเงิน 20 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาคเกษตร และสาธารณูปโภค โดยเห็นว่าควรพยายามให้การใช้จ่ายในระยะสั้นสอดคล้องกับการพัฒนาในระยะยาว ซึ่งก็จะเป็นการทำให้การใช้เงินเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนการที่จะอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท ควรเน้นที่ภาคเกษตร ท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

3. ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.) ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 2,461 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลจากดุลการค้าขาดดุล 1,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นมากกว่าการส่งออก ขณะที่ดุลบริการ รายได้และเงินโอนขาดดุล 1,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลง และมีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375