วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การบริหารเงินสด

จัดทำบทความโดย นาย มงคล เชื้อวงษ์ เลขทะเบียน 48210185

การบริหารเงินสด

“เงินสด” (Cash) หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น


การบริหารเงินสด (Cash Management) เป็นการบริหารที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมเงินสด การจ่ายเงินสด และการลงทุนในหลักทรัพย์ชั่วคราวของเงินสด ผู้จัดการทางการเงิน มีหน้าที่รับผิดชอบระบบการบริหารเงินสดของกิจการ การจัดทำงบประมาณเงินสดเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารเงินสด เพื่อใช้พยากรณ์ความต้องการเงินสดในอนาคตและการควบคุม การดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามงบประมาณ นอกจากนี้งบประมาณเงินสดของกิจการต้องรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่นรายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน จำนวนเงินสดคงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินคงเหลือในแต่ละเดือน จำนวนเงินสด คงเหลือในบัญชี รายการจ่ายเงินสด ยอดเงินสดคงเหลือในแต่ละเดือน เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลต่างๆ นี้มีความจำเป็นในการบริหารเงินสดของธุรกิจมาก ซึ่งระบบการรายงานข้อมูลที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- วัตถุประสงค์ในการบริหารเงินสด
คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต

- การบริหารเงินสดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ

1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหาร อาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์

2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า

3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย


ที่มา : http://www.sme.go.th/cms/c/journal_articles/view_article_content?article_id=VC-FINANCE-010908&article_version=1.0

คำถาม

1.การบริหารเงินสด หมายถึง
2.วัตถุประสงค์ของการบริหารเงินสด คือ
3.การบริหารเงินสดแบ่งเป็นกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง จงอธิบาย

6 ความคิดเห็น:

251utccbx007g12 กล่าวว่า...

ตอบโดย นางสาว อาภาวี ยมรัตน์
เลขทะเบียน 48210484กลุ่ม12
1.การบริหารเงินสด หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น
2.วัตถุประสงค์ในการบริหารเงินสด คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต
3.การบริหารเงินสดแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว
2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า
3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ

251utccbx007g8 กล่าวว่า...

1. หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น

2. คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต

3. 3 ขั้นตอน คือ

1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหาร อาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์

2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า

3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย

นางสาวนภากร ไตรรัตน์วรวุฒิ
48210128

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1. หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น

2. คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต

3. 3 ขั้นตอน คือ

1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหาร อาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์

2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า

3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย

นางสาวอรวลี ผ่องแผ้ว
48210346

251utccbx007g3@gmail.com กล่าวว่า...

1.หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น
2.คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต
3. มี 3 ขั้นตอน
1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหาร อาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์

2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า

3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย

251utccbx007g3@gmail.com กล่าวว่า...

1.หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น
2.คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต
3. มี 3 ขั้นตอน
1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหาร อาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์

2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า

3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย

นางสาวขนิษฐา ร้อยอำแพง
เลขทะเบียน4901102127

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1. หมายถึง เงินสดในมือ และเงินฝากธนาคารทุกประเภท แต่ไม่รวมเงินฝากประเภทที่ต้องจ่ายคืน เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ เงินสดในมือรวมถึง เงินเหรียญ ธนบัตร เช็คที่ยังมิได้นำฝาก เช็คเดินทาง ดราฟต์ของธนาคาร และธนาณัติ หรือหมายถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่กิจการสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันทีที่ต้องการ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ตลอดจนสิ่งที่ใกล้เคียงกับเงินสด เช่น เงินฝากเผื่อเรียก เป็นต้น

2. คือเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องและกำไร หมายถึงผู้จัดการการเงินต้องพยายามลดเงินสดส่วนเกินหรือเงินสดที่เหลือไว้โดยเปล่าประโยชน์ (Idle Cash) ให้มีน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์จากเงินสดที่มีอยู่ ให้มากที่สุด กล่าวคือ ผู้จัดการการเงินควรนำเงินสดส่วนเกินไปหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพคล่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต

3. 3 ขั้นตอน คือ

1. การกำหนดจำนวนเงินสดในมือที่เหมาะสม
การกำหนดเงินสดในมือที่เหมาะสมนั้นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุน และผลประโยชน์ของการที่มีเงินสดไว้ในมือ ตามหลักการของความเสี่ยงและผลตอบแทน ผลประโยชน์ของการมีเงินสดในมือ ก็คือความสะดวกในการมีเงินไว้ใช้จ่าย ส่วนต้นทุนของการถือเงินสดก็คือ ดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการที่นำเงินสดนั้นไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย หรือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่าย ซึ่งเหตุผลที่บุคคลและกิจการต้องถือเงินสดนั้น มีดังนี้
1.1 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวัน
การดำเนินตามปกติของธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตการขาย การเรียกเก็บหนี้ และการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงินสดทั้งสิ้น โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบใช้แรงงานในการผลิต ขายสินค้าสำเร็จรูป และเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ ธุรกิจจะได้รับเงินสดมา และจะต้องนำเงินสดนั้นมาชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิต การขายและการบริหาร อาทิเช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ภาษี เงินปันผล กระแสเงินเข้าและออกของธุรกิจนั้นมีเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องถือเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ระดับของเงินสดในมือก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
1.2 ถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนในอนาคต
ธุรกิจอาจถือเงินสดไว้เพื่อหาประโยชน์ในการเอาส่วนลดการค้า หรือซื้อวัตถุดิบในราคาถูกมากเมื่อมีการลดราคาพิเศษ ในบางครั้งก็อาจหาผลกำไรจากการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกรณีของธุรกิจที่มีการค้ากับต่างประเทศ
1.3 ถือเงินสดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
ในบางครั้ง อาจเกิดเหตุจำเป็นที่ไม่คาดขึ้นที่ทำให้ธุรกิจ จำเป็นต้องใช้เงินสด เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ธุรกิจจึงจำเป็นต้องกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้เพื่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ธุรกิจมักจะถือเงินส่วนนี้ในรูปของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือง่ายมากกว่า
นอกจากสาเหตุทั้ง 3 ประการแล้ว ธุรกิจอาจจำเป็นต้องถือเงินสดไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของธนาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจติดต่ออยู่ โดยถือในรูปของเงินฝากในบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ลงทุนหาผลประโยชน์

2. การจัดเก็บเงินสดและการจ่ายชำระเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจการควรจะหาวิธีลดระยะเวลาในขั้นตอนการการดำเนินการเกี่ยวกับการชำระเงิน การจัดเก็บเงิน การจัดส่งเอกสารจากผู้ส่งมายังผู้รับเงิน การจ่ายชำระเงิน เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย 2 วิธีดังนี้
2.1 การเร่งเงินสดรับ คือทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ กิจการจะต้องเร่งการรับเงินให้เร็วที่สุด
2.2 การชะลอเงินสดจ่าย คือเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ กิจการต้องชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการนั้น โดยควรจะยืดเวลาการชำระให้นานที่สุด โดยที่กิจการไม่เสียชื่อเสียงในเรื่องของการชำระค่าสินค้า

3. การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน
การนำเงินสดส่วนเกินไปลงทุน กิจการควรจะหาหนทางเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท ที่จะสามารถรักษาทั้งสภาพคล่อง ความเสี่ยงน้อย และมีผลตอบแทนที่ควรจะได้รับ จะเห็นได้ว่า เงินสดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ หากกิจการบริหารเงินสดไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ กิจการจะมีปัญหา ดังนั้นเจ้าของกิจการจะต้องให้ความสนใจ ควบคุมดูแล เอาใจใส่ ในการบริหารเงินสดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการได้รับความเสียหาย


นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375